Line: เข้าใจพระพุทธศาสนาภายใน 10 นาที

Quote

ฉบับย่อโดยนายเต้งตึงตัง
เข้าใจพระพุทธศาสนาภายใน 10 นาที

1. พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร ?
อริยสัจ 4 คือ
ทุกข์ คือความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ
สมุทัย คือเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์
นิโรธ คือความดับทุกข์
มรรค คือข้อปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์

2. พระพุทธเจ้าทรงสอนเรื่องอะไร ?
ทุกข์กับการดับทุกข์

3. ภาพรวมของพระพุทธศาสนา มีดังนี้
3.1 ให้มองโลกตามความเป็นจริง อาทิ ตัวเรามีอยู่ แต่หาใช่ตัวตนที่แท้จริงไม่
3.2 ให้ถือทางสายกลาง ทางสายกลางพอดี ๆ
3.3 ให้พึ่งตนเอง มิใช่พึ่งเทวดา โชคชะตาราศี หรือ ดวงดาว ฤกษ์ยาม
3.4 ไสยศาสตร์ การบนบานศาลกล่าว อ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ การดูฤกษ์ยาม การเจิม ฯลฯ มิใช่พุทธศาสนา
3.5 สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย (อิทัปปัจจยตาไม่ใช่เกิดขึ้นเองลอย ๆ หรือพรหมลิขิต จะดับทุกข์ได้ต้องดับที่เหตุ
3.6 โอวาทปาฏิโมกข คือ ให้ละชั่ว ทำกุศลให้ถึงพร้อม และทำจิตให้บริสุทธิ์
3.7 สิ่งทั้งอยู่ภายใต้กฎของไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง, ทุกขัง, อนัตตา, แม้พระนิพพาน ก็เป็นอนัตตาเช่นกัน หาใช่อัตตาตัวตนไม่
3.8 ให้เชื่อในหลักธรรม คือ ทำดี-ได้ดี, ทำชั่ว-ได้ชั่ว. ให้ทำตนอยู่เหนือดี เหนือชั่วนั่นแหละ จึงจะพบนิพพาน (คือเหนือกรรม)
3.9 จุดหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา คือนิพพาน (ได้แก่สภาวะจิตที่สงบเย็น ปราศจากทุกข์)
3.10 สรุปธรรมทั้งปวง รวมลงในเรื่องเดียว คือ “ความไม่ประมาท”

4. การศึกษาธรรมะ 2 สมัย
4.1 สมัยปัจจุบัน คือ รู้จัก กับ รู้จำ อาศัยการฟัง อ่านค้นคว้า จึงมีความรู้อยู่ในสมองและในสมุด พูดธรรมะคล่องแต่ปฏิบัติไม่ค่อยได้
4.2 สมัยพุทธกาล คือ รู้แจ้ง โดยเมื่อฟัง – จำแล้ว ลงมือปฏิบัติ ทำจริงในขณะนั้นทันที เกิดผลเป็นความรู้แจ้งเรื่องชีวิต ดับทุกข์ในขณะนั้นทันที

5. วิธีศึกษาพระพุทธศาสนา
เมื่อแรกพุทธปรินิพานนั้น สิ่งที่พระพุทธองค์ทรงสั่งให้ถือเอาเป็นศาสดาแทนพระองค์ มีเพียง 2 คือ ธรรมและวินัย หลังจากนั้นมา 300 ปี จึงเกิดมีพระไตรปิฎกขึ้น (สุตตันตปิฎก วินัยปิฎก และอภิธรรมปิฎก) บันนี้ล่วงกาลมาถึง 2500 กว่าปี คำสอนเดิม ขั้นปรมัตถ์(ปฏิบัติ) ค่อย ๆ หายไป หมดไป เกิดมีคำสอนใหม่ ๆ เป็นพุทธศาสนาเนื้องอกจับใส่พระโอษฐ์ ว่าเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นอันมาก ดังนั้นในการศึกษาพระพุทธศาสนาพึงอาศัยหลักดังนี้

ด้านปริยัติ (ความรู้เนื้อหา) อ่าน ฟัง คิด วิจัย ให้เข้าใจคือให้ปฏิบัติได้จริง หากสงสัย ให้อาศัยหลักกาลามสูตรเข้าพิจารณาตัดสิน มิใช่เชื่อไปเสียหมด
ด้านปฏิบัติ การปฏิบัติทุกอย่างของพระพุทธศาสนาไม่ว่าการทำทานรักษาศีล ภาวนา พระพุทธองค์ทรงสอนให้ ทำเพื่อ “ละกิเลส” มิใช่เพื่อเอาหวังได้นั่นได้นี่ อันทำให้ยิ่งเพิ่ม โลภะ โทสะ โมหะ หาใช่พุทธศาสนาไม่ ทุกวันนี้ไหว้เพื่อเอา เพื่อขอ ทำบุญเพื่อเอาสวรรค์ นิพพาน หวังผลทั้งชาตินี้ชาติหน้า ซึ่งกลายเป็นพอกกิเลสยาวนาน
ด้านปฏิเวธ (ผล) ทำเพื่อละ จะพบนิพพาน (จิตบริสุทธิ์ มีความสะอาด สว่าง สงบ) แต่ทำเพื่อเอา จะทำเพื่อเอา จะพบกิเลสในตนพอกพูนยิ่งขึ้น ๆ ยาวนาน และยิ่งมีทุกข์มาก
ดังนั้น จงมุ่งปฏิบัติเพื่อห่างไกลทุกข์โดยส่วนเดียว

6. จะศึกษาพุทธศาสนาได้ที่ไหน ?
ให้ศึกษาในร่างกายนี้ ที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และมิใช่จะต้องศึกษากับพระ และในวัดวาอารามเท่านั้น จึงศึกษาตนเอง อย่ามัวศึกษานอกตัว หรือมัวติดอยู่แค่พิธีกรรม หรือได้แต่ทำตาม ๆ เขาไป จะเสียทีที่ได้มีโอกาสเกิดมาพบพระพุทธศาสนา ได้ลิ้มรสแค่เปลือกกระพี้ มิได้ชิมรสอันเป็นเนื้อใน อันได้แก่ธรรมรสของความเย็นอกเย็นใจ (นิพพาน)

7. เหตุแห่งทุกข์และการดับทุกข์
เหตุ เกิดจากอุปทาน คือ การเข้าไปยึดถือว่า นี่คือ ตัวตนของเรา นี่ของๆ เรา
การดับ โดยละอุปทานเสีย

8. พุทธพจน์ “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา”
คำว่า “เห็นธรรม” คือ เห็นปฏิจจสมุปบาท คือ วงจรที่ทุกข์เกิด และดับ โดยเริ่มต้นจากอวิชชา จนเกิดทุกข์

9. จุดหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา
คือ นิพพาน (สภาวะจิตที่สงบเย็น) ปราศจากกิเลส เครื่องร้อยรัดทั้งปวง (ชาวบ้านพูดว่า เย็นอก เย็นใจ) หาพบได้ที่ใจตัวเอง

10. สรุป ความทุกข์เกิดที่จิต พึงรักษาจิตให้เป็นประภัสสรไว้เสมอ ระวังการกระทบ (ผัสสะ) ทางตา หู ฯลฯ ให้ดี มีสติรู้ทันว่า…เห็นสักว่าเห็น ได้ยินสักว่าได้ยิน อย่าให้เวทนา ตัณหา เกิดได้ แล้วท่านจะพบความสงบเย็นตลอดเวลา

“ความทุกข์เกิดที่จิต เพราะเห็นผิดเมื่อผัสส”
“ความทุกข์จะไม่โผล่ ถ้าไม่โง่เมื่อผัสสะ”
ความทุกข์เกิดไม่ได้ ถ้าเข้าใจเรื่องผัสสะ

……………………….
(จากธรรมสมโภช 80 ปี พุทธทาสภิกขุ) …

Line: อ่านจบพบรอยยิ้ม

Quote

อ่านจบแล้วคุณจะพบกับรอยยิ้มและมุมมองใหม่ที่คุณเองก็คาดไม่ถึง ^_^

1211936215

1.การอธิษฐานไม่ใช่”ยางอะไหล่“ที่จะทำให้คุณหลุดพ้นจากปัญหาแต่คือ”พวงมาลัย“ที่จะพาคุณไปในทิศทางที่ถูกต้อง

2.ทำไมรถยนต์จึงมีกระจกกันลมหน้าบานใหญ่ แต่มีกระจกมองหลังบานเล็กเพราะอดีต ของเราไม่สำคัญเท่ากับอนาคตของเราดังนั้นจงมองไปข้างหน้าและก้าวต่อไป

3.ความสัมพันธ์ฉันเพื่อนเหมือนหนังสือที่ใช้เวลาเผาไหม้เพียงเศษเสี้ยววินาที แต่ใช้เวลาหลายปีเพื่อจะเขียนมันขึ้นมา

4.ทุกอย่างบนโลกใบนี้เป็นเพียงสิ่งชั่วคราว ถ้ามันดีให้มีความสุขกับมันเพราะ มันจะอยู่กับเราไม่นานถ้ามันไม่ดีอย่ากังวลเพราะมันจะอยู่กับเราไม่นานอีก เหมือนกัน

5.เพื่อนเก่าเปรียบเสมือนทองคำเพื่อนใหม่เปรียบเสมือนเพชร  เมื่อคุณได้รับเพชรอย่าลืมทองเพราะในการถือครองเพชรคุณจะต้องมีฐานทองคำเสมอ

6.ความกังวลไม่ได้นำเอาปัญเหาของวันพรุ่งนี้ออกไป  แต่มันนำเอาความสงบสุขของวันนี้ไปต่างหาก

ถ้าคุณมีความสุขเมื่อได้อ่านข้อ ความเหล่านี้มันอาจจะช่วยให้ใครบางคนมีวันที่สดใสสวยงามขึ้น

^_^ ยิ้มหน่อยน่า .. นะคร้าบบบบ

Line: ความสุขในชีวิต

Aside

คนคุ้นเคย

ความสุขเกิดขึ้นเมื่อใด
ความสุข เกิดขึ้นระหว่างการเดินทาง
ความสุขไม่ได้อยู่ที่จุดหมายปลายทางที่ไปถึง

เขาตะเกียบ

คุณบอกกับตัวเองว่า เมื่อได้แต่งงาน และมีลูก ชีวิตของคุณก็จะดีขึ้น
แต่เมื่อมีลูก และลูกของคุณยังเล็กอยู่ คุณก็เกิดความรู้สึกว่า เมื่อเขาโตขึ้นเราคงมีความสุขและสบายขึ้น

แต่เมื่อลูกโตมากขึ้น จนย่างเข้าสู่วัยรุ่น
คุณกลับรู้สึกไม่ได้ดั่งใจอีกครั้ง
และเมื่อลูกๆ ผ่านพ้นช่วงวัยรุ่นไปได้
คุณคิดว่า คุณจะมีความสุขมากขึ้น
แต่คุณกลับบอกกับตัวเองอีกว่า จะรอให้ลูกๆ
จัดการกับตัวของเค้าเองให้เรียบร้อยดีเสียก่อน

บางครั้งคุณคิดว่า ถ้าคุณมีบ้าน มีรถ มีวันหยุดพักร้อนนานๆ และเมื่อถึงวันเกษียณอายุการทำงาน
ชีวิตของคุณจะมีความสุขมากที่สุด
แต่เมื่อเกษียนแล้วก็จริง แต่ทำไมถึงยังไม่มีความสุขสักที

ความสุขของชีวิตอยู่ที่ไหนกัน ?
แท้จริงแล้ว ความสุขของชีวิต อยู่ ณ ช่วงเวลาขณะนี้ ช่วงเวลาปัจจุบัน ไม่ต้องรอให้ความสุขมาหาเราในอนาคต
เราควรมีความสุข และพึงพอใจกับความสุขอยู่ในปัจจุบัน

ชีวิตของมนุษย์ทุกคน ต้องมีสิ่งท้าทายเข้ามาอยู่ตลอดเวลา ทั้งอุปสรรคต่างๆ หรือบททดสอบชีวิตอันยากเข็ญ
แต่ในที่สุดเราก็จะต้องก้าวผ่านไป อุปสรรคกับชีวิตเป็นของคู่กัน
ดัง นั้น เป็นหน้าที่ของเรา ที่ต้องหาความสุขและความพึงพอใจจากการเดินทางบนถนนแห่งชีวิตนี้ซึ่งจะทำให้ ชีวิตมีความสุขมากกว่าที่จะรอให้ถึงจุดหมายปลายทางก่อน  แล้วถึงจะมีความสุขได้

เริ่มหยุดพูดกับตัวเองเสียทีว่า
ถ้าฉันลดน้ำหนักได้สัก 5 กิโล ฉันถึงจะมีความสุข
ถ้าฉันได้แต่งงาน ฉันถึงจะมีความสุข
ถ้าผมได้ซื้อบ้าน ผมถึงจะมีความสุข
ถ้าผมได้เกิดเป็นลูกคนรวย ผมถึงจะมีความสุข
ถ้าคุณหยุดพูดถึงสิ่งเหล่านี้ได้ ชีวิตของคุณก็จะมีความสุข
และคุณจะรู้สึกพึงพอใจกับชีวิต

ตอบคำถาม ต่อไปนี้
1. บอกชื่อคน 3 คน ที่รวยที่สุดในโลก
2. บอกชื่อนางงามจักรวาล 3 คนล่าสุด
3. บอกชื่อ ผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบล 3 คนล่าสุด
4. บอกชื่อนักแสดงนำชาย 3 คนล่าสุดที่ได้รับรางวัลออสการ์

นึกไม่ออกใช่ไหม? ไม่ใช่เรื่องแปลก
ไม่มีใครหรอกที่จะจดจำคนเหล่านี้ได้ทั้งหมด
คนที่ได้รับการยกย่องสรรเสริญ ก็ล้วนล้มหายตายจากไปตามกาลเวลา
รางวัลต่างๆ เมื่อวางไว้นาน ก็จะถูกฝุ่นจับ แม้แต่ผู้ชนะก็จะถูกลืมในไม่ช้า

ตอบคำถาม ต่อไปนี้
1. บอกชื่ออาจารย์ 3 ท่านที่เคยช่วยเหลือคุณในเรื่องการเรียน
2. บอกชื่อเพื่อน 3 คนที่ช่วยเหลือคุณในยามที่คุณต้องการ
3. นึกถึงคน 3 คนที่ทำให้คุณรู้สึกว่า คุณได้เป็นคนพิเศษ
4. บอกชื่อคน 3 คนที่คุณอยากใช้เวลาด้วย

นึกออกง่ายกว่าใช่ไหม? นั่นเป็นเพราะว่า
คนที่มีความหมายต่อชีวิตคุณ ไม่ได้เป็นคนที่ต้องเป็นที่สุด
ไม่ได้มีเงินมากที่สุด ไม่ต้องได้รับรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
เพราะยังมีคนใกล้ตัวคุณอีกหลายคน
ที่ห่วงใยคุณ คอยให้การดูแลคุณ
และเวลาที่มีอะไรเกิดขึ้น ก็จะคอยอยู่เคียงข้างคุณ

… ไม่มีช่วงเวลาไหนที่จะมีความสุข
มากกว่าช่วงเวลา ณ ปัจจุบันนี้..
ใช้ชีวิตให้มีความสุขกับช่วงเวลาปัจจุบัน

สูตรเกี่ยวกับบุคลิกของตัวเองที่ควรไปจะคู่กับสูตรสุขภาพมีอย่างนี้

๑. อย่าเปรียบเทียบ ชีวิตของตัวเองกับคนอื่น คุณไม่รู้หรอกว่าคนที่คุณอิจฉานั้นเขามีความทุกข์ยิ่งกว่าคุณอย่างไรบ้าง
๒. อย่าคิดทางลบ เกี่ยวกับเรื่องที่คุณควบคุมหรือกำหนดไม่ได้ แทนที่จะมองโลกในแง่ร้าย, ก็ทุ่มเทกำลังและพลังงานให้กับความคิด ทางบวก ณ ปัจจุบันเสีย
๓. อย่าทำอะไร เกินกว่าที่ตัวเองทำได้ …รู้ว่าขีดจำกัดของตัวเองอยู่ที่ไหน
๔..อย่าเอา จริงเอาจังกับตัวเองนัก  เพราะคนอื่นเขาไม่ได้ซีเรียสกับคุณเท่าไหร่หรอก
๕. อย่าเสียเวลา และพลังงานอันมีค่าของคุณกับเรื่องหยุมหยิม หรือเรื่องซุบซิบ….นอกเสียจากว่ามันจะทำให้คุณผ่อนคลายได้อย่างจริงจัง
๖. จงฝันตอนตื่น มากกว่าตอนหลับ
๗. ความรู้สึกอิจฉาริษยาเป็นเรื่องเสียเวลาเปล่าๆปลี้ๆ…คิดให้ดีก็จะรู้ว่าคุณมีทุกอย่างที่คุณจำเป็นต้องมีแล้ว
๘.  ลืมเรื่องขัดแย้งในอดีตเสียและอย่าได้เตือนสามีหรือภรรยาคุณเกี่ยวกับความ ผิดพลาดในอดีตของอีกฝ่ายหนึ่งเลย เพราะมันจะทำลายความสุขปัจจุบันของคุณ
๙.  ชีวิตนี้สั้นเกินกว่าที่เราจะไปโกรธเกลียดใคร… จงอย่าเกลียดคนอื่น
๑๐.ประกาศสงบศึกกับอดีตให้สิ้น, จะได้ไม่ทำลายปัจจุบันของคุณ
๑๑.ไม่มีใครกำหนดความสุขของคุณได้นอกจากคุณเอง
๑๒.จง เข้าใจเสียว่าชีวิตก็คือโรงเรียน คุณมาเพื่อเรียนรู้ และ ปัญหาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของหลักสูตรซึ่งมาแล้วก็หายไป…เหมือนโจทย์วิชา พีชคณิต…แต่สิ่งที่คุณเรียนรู้นั้นอยู่กับคุณตลอดชีวิต
๑๓. จงยิ้มและหัวเราะมากขึ้น
๑๔. คุณไม่จำเป็นต้องชนะทุกครั้งที่ถกเถียงกับคนอื่น หรอก…บางครั้งก็ยอมรับว่าเราเห็นแตกต่างกันได้…เห็นพ้องที่จะเห็นต่างก็ ไม่เห็นเสียหายแต่อย่างไร

แล้วเราควรจะมีทัศนคติอย่างไรต่อชุมชนและคนรอบข้าง เราล่ะ?
๑.    อย่าลืมโทรฯหาครอบครัวบ่อย ๆ
๒.    จงหาอะไรดี ๆ ให้คนอื่นทุกวัน
๓.    จงให้อภัยทุกคนสำหรับทุกอย่าง
๔.    จงหาเวลาอยู่กับคนอายุเกิน 70 และต่ำกว่า 6ขวบ
๕.    พยายามทำให้อย่างน้อย 3 คนยิ้มได้ทุกวัน
๖.    คนอื่นเขาคิดอย่างไรกับคุณไม่ใช่เรื่องของคุณสักหน่อย
๗.  งานของคุณไม่ดูแลคุณตอนคุณป่วยหรอก แต่ครอบครัวและเพื่อนคุณต่างหากเล่าที่จะดูแลคุณในยามคุณมีปัญหา สุขภาพ ดังนั้น,  อย่าได้ห่างเหินกับคนใกล้ชิดเป็นอันขาด

และถ้าหากสามารถดำรงชีวิตให้มีความหมายได้ , ก็ควรจะทำ ดังต่อไปนี้
๑.   ทำสิ่งที่ควรทำ
๒.  อะไรที่ไม่เป็นประโยชน์, ไม่สวย, ไม่น่ารื่นรมย์,จงทิ้ง ไปเสีย…เก็บไว้ทำไม ?
๓.  เวลาและพระเจ้าย่อมรักษาแผล ทุกอย่างได้
๔.  ไม่ว่าสถานการณ์จะดีหรือเลวปานใด, เดี๋ยวมันก็เปลี่ยน
๕.  ไม่ว่าคุณจะรู้สึกอย่างไรในตอนเช้าของทุกวัน, จงลุกจากเตียง, แต่งตัว และปรากฎตัวต่อหน้าคนที่เราร่วมงาน  ด้วย… get up, dress up and show up.
๖.   สิ่งที่ดีที่สุดยังมาไม่ถึง
๗.   ถ้าคุณยังลุกขึ้นตอนเช้าได้, อย่าลืมขอบคุณพระเจ้า หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุณนับถือเสียด้วย
๘.  เชื่อเถอะว่าส่วนลึก ๆ ในใจของคุณนั้นมีความสุข เสมอ…ดังนั้นส่วนนอกของคุณทุกข์โศกไปทำไมเล่า
และสุดท้ายที่สำคัญที่สุด
” ส่งบทความที่ต่อไปให้คน ที่คุณรักและห่วงหาอาทรด้วย… “

Line: บทความที่มีความหมาย

Aside

一艘遊輪突然遭遇海難,
เรือสำราญลำหนึ่งเจอมรสุมทางทะเล

船上有對夫妻好不容易來到救生艇前
บนเรือมีสามีภรรยาคู่หนึ่ง กระเสือกกระสนมาถึงเรือชูชีพ,

艇上只剩一個位子
บนเรือชูชีพมีเพียงที่ว่างที่เดียว,

這時
ทันใดนั้น,

男人把女人推向身後
สามีผลักภรรยาไปข้างหลัง,

自己跳上了救生艇
ตัวเองโดดขึ้นไปบนเรือชูชีพ。

女人站在漸沉的大船上
ภรรยายืนอยู่บนเรือที่ค่อยๆจมลง,

向男人喊出了一句話……
ตะโกนไปที่สามีประโยคหนึ่งว่า….

講到這裏
เล่าถึงตอนนี้,

老師..問學生
อาจารย์ถามนักเรียน:

「你們猜พวกเธอเดา,女人會喊出什麼話?
ผู้หญิงจะตะโกนว่าอะไร」

學生們群情激憤
พวกนักเรียนต่างโกรธเกรี้ยว,

都說
ต่างพูดว่า:

「我恨你、我瞎了眼」
ฉันเกลียดคุณ ฉันมันตาบอด

這時老師注意到有個學生一直沒發言
ณบัดดล อาจารย์สังเกตุเห็นนักเรียนคนหนึ่งไม่พูดไม่จาตลอดเวลา,

就向他提問
ก็เลยถามเขา

這個學生說:
นักเรียนคนนี้พูดว่า

「老師,我覺得女人會喊——照顧好我們的孩子!」
อาจารย์ หนูคิดว่าผู้หญิงคงจะตะโกนว่า—ดูแลลูกเราให้ดีดีนะคะ

老師一驚,
อาจารย์ตกใจ ถามว่า

問:「你聽過這個故事?」
เธอเคยได้ยินนิทานเรื่องนี้แล้ว ใช่ไหม

學生搖頭:
นักเรียนสั่นหัว

「沒有,但我母親生病去世前,就是對我父親這樣說的!」
“ไม่เคย แต่ตอนแม่หนูป่วยหนักก่อนตาย ได้พูดแบบนี้กับพ่อหนูค่ะ”

老師感慨道:
อาจารย์ซึ้งใจและพูดว่า

「回答正確」。
คำตอบถูกต้อง

輪船沉沒了
เรือจมลงไปแล้ว,

男人回到家鄉
ผู้ชายกลับไปถึงบ้าน,

獨自帶大女兒。
เลี้ยงดูบุตรสาวตามลำพังจนโต

多年後,
หลายปีผ่านไป

男人病故
ผู้ชายป่วยตาย,

女兒整理遺物時,
ลูกสาวจัดข้าวของของพ่อ

發現了父親的日記。
พบไดอารี่ของพ่อ

原來,
ที่แท้

父親和母親乘坐遊輪時,
พ่อกับแม่ไปเที่ยวเรือสำราญ

母親已患了絕症,
แม่ก็ป่วยเป็นโรคที่รักษาไม่หาย

關鍵時刻
เงื่อนเวลาแห่งความเป็นความตาย,

父親衝向了那唯一的生機,
พ่อฉวยโอกาสเดียวที่จะรอดชีวิต

他在日記中寫道:
เขาเขียนในไดอารี่ว่า

「我多想和你一起沉入海底,
ฉันอยากจะจมลงใต้ทะเลพร้อมเธอ

可是我不能。
แต่ฉันทำไม่ได้

為了女兒,我只能讓你一個人
เพื่อลูกสาว ฉันจำต้องให้เธอ

長眠在深深的海底。」
นอนหลับยาวอยู่ใต้ทะเลลึก

故事講完,
นิทานเล่าจบ

教室裏沉默了
ห้องเรียนเงียบกริบ,

老師知道,
อาจารย์รู้ว่า

學生們已經聽懂了這個故事:
นักเรียนต่างก็เข้าใจนิทานเรื่องนี้กันหมดแล้ว

世間的善與惡,
ความดีและความชั่วในโลกนี้

有時錯綜複雜,
บางครั้งดูสับสนไม่ชัดเจน

難以分辨
แยกแยะไม่ออก,

所以不要
เพราะฉะนั้น อย่า,

不可輕易論斷他人。
ตัดสินคนอื่นแบบผิวเผิน

喜歡主動埋單的人,
คนที่ชอบแย่งจ่ายบิลก่อน

不是因為錢太多,
ไม่ใช่เพราะมีเงินมากไป

而是把友情看的比金錢重要。
แต่ให้ความสำคัญของมิตรภาพมากกว่าเงินทอง

工作時願意主動多做的人,
เวลาทำงาน คนที่ยินดีทำมากกว่าคนอื่น

不是因為傻,
ไม่ใช่เขาโง่

而是懂得責任。
แต่เขารู้หน้าที่

吵架後先道歉的人
หลังจากทะเลาะกัน คนที่ขอโทษก่อน,

不是因為錯
ไม่ใช่เขาผิด,

而是懂得珍惜身邊人
แต่เขารู้จักทนุถนอมคนข้างกาย。

願意幫助你的人
คนที่ยอมช่วยเหลือคุณ,

不是欠你什麼,
ไม่ใช่ติดค้างอะไรคุณ

而是把你當真朋友。
แต่เขาเห็นคุณเป็นเพื่อนแท้

常常傳訊息給你的人,
คนที่ส่งข่าวสารให้คุณบ่อยๆ

不是因為太得閒無所事事
ไม่ใช่ว่างจนไม่มีอะไรทำ,

而是因為心中有您。
แต่เพราะว่าในใจเขามีคุณ

很有意思的一段文字!
เป็นบทความที่มีความหมายมาก

Line: ถ้าเรารู้ เราจะทำไหม?

Aside

ชอบเรื่องนี้มากๆ อ่านบ่อยๆ เตือนตัวเอง อยากให้ทุกคนได้อ่านอีก
“แม่ของผมเป็นคนทำอาหารที่บ้านประจำทุกวัน…
คืน หนึ่งหลังจากที่แม่ทำงานหนักมาตลอดทั้งวัน พอแม่กลับบ้านมาด้วยความเหนื่อยล้า และทำอาหารเย็นให้เราปกติ ที่โต๊ะอาหารแม่วางจานที่มีปลาทูที่ไหม้เกรียม บนโต๊ะต่อหน้าพ่อและทุกๆคน….ผมรอว่าแต่ละคนจะว่าอย่างไร…..แต่…พ่อไม่พูดอะไร และตั้งหน้าตั้งตา กินปลาทูไหม้ตัวนั้น และหันมาถามผมว่าที่โรงเรียนเป็นอย่างไรบ้างคืนนั้นหลังอาหารเย็น ผมจำได้ว่า ได้ยินแม่ขอโทษพ่อที่ทอดปลาทู
ไหม้…และผมไม่เคยลืมที่พ่อ
พูดกับแม่เลย “โอย…ผมชอบปลาทูทอดเกรียมๆ …อร่อยมากนะแม่”คืนต่อมา ผมเก็บคำถามในใจ ก่อนนอน และถามพ่อว่า “พ่อชอบปลาทูทอดเกรียมๆ จริงๆ เหรอ”พ่อลูบหัวผม และ ตอบว่า….”แม่ของลูก
ทำงานหนักมาทั้งวัน…
ปลาทูไหม้ 1 ตัว ไม่เคยทำร้ายใคร แต่คำพูดที่ต่อว่ากันต่างหาก
ที่จะทำร้ายกัน”

“ชีวิตคนเรา
เต็มไปด้วยความไม่สมบูรณ์แบบ และแต่ละคน
ก็ไม่ได้เกิดมาสมบูรณ์แบบ ตัวเราเอง
ก็ไม่ได้มีอะไรดีกว่าใครๆ”

“พ่อเองก็เป็นคนหนึ่ง
ที่เคยลืมวันเกิดแม่ วันครบรอบวันแต่งงาน และแม้แต่พ่อเอง   ยังเคยลืม
ทำบุญวันเกิดของพ่อและแม่
ของพ่อเองตอนที่ท่าน
ยังมีชีวิตอยู่เลย”

แต่สิ่งที่พ่อเรียนรู้ ในช่วงชีวิตคือ…..
การเรียนรู้ที่จะยอมรับ
ความผิดของคนอื่น และของตัวเอง

การเลือกที่จะยินดีกับ
ความคิดต่างกันของ
แต่ละบุคคลเป็นสิ่งสำคัญ ในการรักษาชีวิตครอบครัว
ที่มีความสุขและยืนยาว

“ชีวิตเราสั้นเกินกว่า ที่จะตื่นขึ้นมาพร้อมกับ
ความเสียใจที่ว่า เราทำผิดกับคนที่เรารัก
และรักเรา ให้ดูแลและ
ทะนุถนอมคนที่รักเรา และพยายามเข้าใจและให้อภัย
จะดีกว่า”

**ถ้าเรารู้ เราจะทำไหม?**

• เราจะบีบแตรใส่คนที่ยืนยึกยัก
ริมถนนแยกที่ผ่านมาไม๊ – ถ้าเรารู้ว่าเค้าใส่ขาเทียม

• เราจะเบียดชนคนข้างหน้า
ที่เดินช้ามากไม๊ – ถ้าเรารู้ว่าเค้าเพิ่งตกงาน

• เราจะขำคนที่แต่งตัวเชยไม๊ – ถ้าเรารู้ว่าเค้ามีชุดเก่งแค่ชุดเดียว

• เราจะรำคาญสาวโรงงาน
ที่มาเดินพารากอนไม๊ – ถ้าเรารู้ว่านั่นคือ
การฉลองวันเกิดของเธอ

• เราจะหมั่นไส้ลุงที่หัวเราะ
เสียงดังลั่นคนนั้นไม๊ – ถ้ารู้ว่าแกเป็นมะเร็งขั้นสุดท้าย

• เรารู้แจ่มชัดเสมอ…
ว่าชีวิตเรากำลังเจออะไร
แต่เราไม่มีวันรู้ว่า
“คนที่เราเจอ – กำลังเจอกับอะไร”

**โลกกว้างกว่าเงาของเรา และโลกก็ไม่ได้หมุนรอบตัวเรา

**มองข้ามเรื่องเล็กๆน้อยๆไปบ้าง ให้โอกาสและให้อภัย มีความเข้าใจซึ่งกันและกัน จะได้รักและอยู่ด้วยกันอย่างยั่งยืน ยาวนาน

ถูกใจ ·  · แชร์

ทดสอบว่าคุณดึงดูดเพศตรงข้าม

Quote

+++ ทดสอบว่าคุณดึงดูดเพศตรงข้ามมากขะหนาดไหน…. +++

1.. ถ้ามีให้เลือกได้ไปเที่ยวต่างประเทศ 3 ที่นี้ คุณจะไปที่ไหน
ก.ไปเมืองจีน ( ไปข้อ 2 ) ข. ไปญี่ปุ่น ( ไปข้อ 3 ) ค. ไปฝรั่งเศส (ไปข้อ 4 )

2.. เวลาดูหนังเศร้า คุณเคยร้องไห้ไหมจ๊ะ
ก. เคย ( ไปข้อ 4 ) ข.ไม่เคย ( ไปข้อ 3 )

3.. ถ้าแฟนคุณ(คบกันใหม่ๆ) ไม่มาตามนัด 1 ชั่วโมง คุณจะ
ก. รออีก 30นาที ( ไปข้อ 4 ) ข. กลับบ้าน ( ไปข้อ 5 ) ค. รอจนกว่าจะมา ( ไปข้อ 6 )

4.. คุณเคยดูหนังคนเดียวหรือเปล่า
ก. เคย ( ไปข้อ 5 ) ข. ไม่เคย (ไปข้อ 6 )

5.. นัดครั้งแรก แฟนคุณก็บอกว่าอยากจูบคุณ คุณจะ
ก. ปฏิเสธ ( ไปข้อ 6) ข. ให้จูบหรือจูบที่มือเบาๆ ( ไปข้อ 7 ) ค. ยิ้มแล้วจูบเลย ( ไปข้อ 8 )

6.. คุณคิดว่าตัวเองเป็นคนตลกหรือไม่
ก. ใช่ ( ไปข้อ 7 ) ข. ไม่ใช่ (ไปข้อ 8 )

7.. คุณคิดว่าตัวเองมีความเป็นผู้นำหรือไม่
ก. ใช่ ( ไปข้อ 9 ) ข.ไม่ใช่ ( ไปข้อ 10 )

8.. ในความเห็นของคุณ เกิดเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายจะดีกว่ากัน
ก. ผู้ชาย ( ไปข้อ 9 ) ข. ผู้หญิง ( ไปข้อ 10 ) ค. เหมือนกัน ( คำตอบ D )

9.. คุณควงแฟนมากกว่า 1 คนพร้อมกันหรือไม่
ก. ใช่ ( คำตอบ B ) ข.ไม่ใช่ ( คำตอบ A )

10.. คุณคิดว่าคุณมีความ (Intelligent) รอบรู้, ฉลาด หรือไม่
ก. ใช่ (คำตอบ B ) ข. ไม่ใช่ ( คำตอบ C )

เฉลย -

A.. ขอแสดงความยินดี คุณเป็นพวกต้องตาเพศตรงข้ามมากๆเลยนะ
นอกจากคุณจะมีอารมณ์ขันแล้ว คุณยังมีความสุภาพ
คุณเป็นผู้ค้นพบวิธีเอาชนะใจคนอื่น และคุณ Popular เอามากๆ

B.. เยี่ยมยอด คุณต้องตาเพศตรงข้ามเหมือนกันนะ
แต่ยังยากที่จะให้เค้ารักเรา
อารมณ์ขันคุณทำให้ดึงดูดคนมาล้อมรอบคุณเค้าจะมีความสุขที่ได้อยู่ใกล้ๆคุณดูดีทีเดียว

C.. ไม่เลวนัก คุณไม่ต้องตาเพศตรงข้ามมากนัก
แต่ก็ยังมีบางอย่างในตัวคุณที่ทำให้เค้าคบหาคุณอยู่
คุณเป็นคนอารมณ์ดีทีเดียว แต่ยังมองทุกสิ่งเพียงด้านเดียวอยู่

D.. โอ๊ะโอ! คุณไม่ดึงดูดเพศตรงข้ามเลย
ลองดูว่าคนที่คบคุณอยู่กำลังหาประโยชน์จากคุณหรือเปล่านะ
หากคุณมองคนด้วยคุณค่า (Human Value) มากขึ้น คุณอาจได้ข้อ A ก็ได้นะคะ

+++++++++++++++++ – - +++++++++++++++

ฟอร์เวิร์ดซะ!
5 คน คนที่คุณแอบมองเขา เขาก้อจะแอบมองคุณ
10 คน คนที่คุนแอบชอบเขา เขาก้อจะแอบชอบคุณ
15 คน ขึ้นปาย คนที่คุนแอบรักเขา เขาก้อจะแอบรักคุณ

เดือนเกิดตรงกับสัตว์อะไร


เดือนเกิดตรงกับสัตว์อะไร

>>>January 1 – 9 ~ Dog
>>>January 10 – 24 ~ Mouse
>>>January 25 – 31 ~ Lion
>>>February 1 – 5 ~ Cat
>>>February 6 – 14 ~ Dove
>>>February 15 – 21 ~ Turtle
>>>February 22 – 28 ~ Panther
>>>March 1 – 12 ~ Monkey
>>>March 13 – 15 ~ Lion
>>>March 16 – 23 ~ Mouse
>>>March 24 – 31 ~ Cat
>>>April 1 – 3 ~ Dog
>>>April 4 – 14 ~Panther
>>>April 15 – 26 ~Mouse
>>>April 27 – 30 ~Turtle
>>>May 1 – 13 ~ Monkey
>>>May 14 – 21 ~ Dove
>>>May 22 – 31 ~Lion
>>>June 1 – 3 ~ Mouse
>>>June 4 – 14 ~ Turtle
>>>June 15 – 20 ~ Dog
>>>June 21 -24 ~ Monkey
>>>June 25 – 30 ~ Cat
>>>July 1 – 9 ~ Mouse
>>>July 10 – 15 ~ Dog
>>>July 16 – 26 ~ Dove
>>>July 27 – 31 ~ Cat
>>>August 1 – 15 ~ Monkey
>>>August 16 – 25 ~ Mouse
>>>August 26 – 31 ~ Turtle
>>>September 1 – 14 ~ Dove
>>>September 15 – 27~ Cat
>>>September 28 – 30~ Dog
>>>October 1 -
>>>15 ~ Monkey
>>>October 16 – 27 ~ Turtle
>>>October 28 – 31 ~Panther
>>>November 1 – 16 ~ Lion
>>>November 17 -30 ~ Cat
>>>December 1 – 16 ~ Dog
>>>December 17 – 25 ~ Monkey
>>>December 26 – 31 ~ Dove
>>>
>>>
>>>
>>>Dog
>>>Your Attractive and popular. Your nice and easy going and make friends
>>>with everyone very easily. Your cool and smart and are a leader.
>>>
>>>Cat
>>>Your very shy and cute. You are a follower and dont like to talk to
>>>people you dont know. Your very careful about choosing your friends. Your
>>>really nice.
>>>
>>>Monkey
>>>You are attractive and hyper. You have a lot of friends and your really
>>>outgoing. You gossip alot. Your funky and “unique” theres no one else
>>>like you. You want attention and like to be a leader.
>>>
>>>
>>>Panther
>>>You are mysterious. You have lots of friends and can be mean at times or
>>>nice. You always have the latest gossip with you and you are a leader.
>>>
>>>Mouse
>>>Your very quiet and quick – witted. You are very shy. Your cute and
>>>funny. You have a little group of friends. You
>>>are not “popular” but you are not a “geek”
>>>
>>>Lion
>>>You are a born leader. People look up to you. You have lots a friends and
>>>you are very attractive. Your nice and
>>>people want to be your friend. You make friends easily.
>>>
>>>Turtle
>>>You are very nice and pretty. You treat others as you would want to be
>>>treated yourself. You have lots of friends and never talk about anyone
>>>behind their back. You are
>>>loyal.
>>>
>>>Dove
>>>Your very peaceful and nice. You fall in love very easily and you are
>>>quiet and calm. You are not very shy but you are not outgoing. You are a
>>>leader of your group of friends

อนุบาลหมีน้อย

Aside


 

โรงเรียนอนุบาลหมีน้อย…….น่าร้ากกกกกกกกก

โรงเรียนอนุบาลหมีน้อย.......น่าร้ากกกกกกกกก

ลองมองดูนิ้วก้อยข้างซ้าย

Aside



ลองมองดูนิ้วก้อยข้างซ้ายของคุณดูนะคะ
แล้วเปรียบเทียบความยาวของแต่ละข้อนิ้ว

ทายนิสัยจากนิ้วก้อยมือซ้าย

นิ้วก้อยมือซ้ายทายนิสัย

ทายนิสัยจากนิ้วก้อย


ภาพปริศนา ภาพลวงตา ภาพหลอกตา

Aside


Subject: ภาพปริศนา ภาพลวงตา ภาพหลอกตา ขั้นเซียน มองดูดีๆคุณเห็นอะไรบ้าง..

 

ผมและเธอบนทางเส้นขนาน

Aside

TukTarSubject: ผมและเธอบนทางเส้นขนาน ( น่ารักดี )

 
> >> > – ผมบอกว่าความรักก็เหมือนกับเส้นด้ายบาง ๆ หากขาดไปแล้ว ผูกอย่างไรก็มีปม
> >> > – เธอบอกว่าความรักเหนียวแน่นคงทนกว่านั้น มันเปรียบเสมือนผืนผ้ามากกว่า
> >> > แม้เส้นด้ายจะขาดไปสักเส้น ผ้าก็ยังเป็นผ้าได้อยู่
> >> > – ผมไม่พกมือถือ ด้วยเหตุผลว่า
> >พระนเรศวรทรงกู้เอกราชได้โดยไม่ต้องใช้เครือข่าย GSM
> >> > – เธอพกมือถือ 2 เครื่อง ด้วยเหตุผลว่า
> >ที่ไทยเสียเอกราชไปเพราะไม่มีเครือข่าย GSMใช้

> >> > – ผมใส่กางเกงตัวละ 129 บาท ด้วยเหตุผลว่า
> >จะยี่ห้ออะไรก็ปิดไอ้นั่นได้มิดเหมือนกัน
> >> > – เธอใส่กระโปรงราคาตัวละหลายพันบาท ด้วยเหตุผลว่า มันปลอดภัย
> >ถ้าเกิดไฟไหม้
> >> > กระโปรงที่เธอใส่ เนื้อผ้าจะไม่ละลายติดเนื้อผิวของเธอ

> >> > – ผมไม่รู้หรอกว่าคุณค่าทางอาหารระหว่างพิซซ่ากับขนมครก อะไรจะมากกว่ากัน
> >แต่
> >> > ผมว่าขนมครก อ! ร่อย และถูกกว่าเป็นไหน ๆ
> >> > – เธอไม่รู้หรอกว่าคุณค่าทางอาหารระหว่างพิซซ่ากับขนมครก อะไรจะมากกว่ากัน
> >แต่
> >> > เธอชอบกินพิซซ่า ด้วยเหตุผลที่ว่า ขนมครกบางร้านเท่านั้นที่อร่อ! ย
> >แต่พิซซ่าฮัท ทุกร้านมีมาตรฐานเดียวกัน

> >> > – ผมใช้ปากกาด้ามละ 5 บาท ด้วยเหตุผลที่ว่า ยังไงมันก็เขียนได้
> >และมันมักจะหายไป
> >> > ทุกครั้งก่อนที่ไส้จะหมด
> >> > – เธอใช้ปากกา ยี่ห้อ cross ด้วยเหตุผลที่ว่า
> >ยังไงมันก็เขียนติดกระดาษไม่ต้องสะบัดก่อนใช้
> >> > และไม่เลอะเทอะกระเป๋าเสื้อของเธอ

> >> > – ผมชอบทำงานอิสระ ทำตามจินตนาการของตัวเอง ไม่ต้องให้ใครบังคับ
> >ไม่ต้องผูกมัด กับระบบ
> >> > – บัตรตอกทำงานของเธอไม่เคยขึ้นตัวแดง เธอกลับค่ำทุกวัน
> >เพราะงานทำให้เธอมีระบบ
> >> > ระเบียบ และเห็นคุณค่าของชีวิต

> >> > – ผมรักตัวของผมเองมากกว่าใคร ๆ ด้วยเหตุผลว่า ไม่ว่าเราจะทำดีเพื่อใคร ๆ
> >> > มากมายขนาดไหนความสุขทางใจที่เราได้ ก็ได้กับตัวเอง
> >> > – เธอรักครอบครัวของเธอมากกว่าสิ่งใด ๆ ด้วยเหตุผลว่า ถ้าไม่มีพวกเขา
> >ก็คงไม่มีเธอเกิดมาให้ป่าวประกาศว่าฉันรักตัวฉันเอง

> >> > – คลื่นทะเลให้ปรัชญาแก่ผมว่า
> >หาดทรายจะแปรเปลี่ยนไปทุกครั้งตามคลื่นที่กระทบฝั่ง
> >> > แต่แม้จะเปลี่ยนอย่างไร ทรายก็ยังเป็นทราย
> >และคลื่นก็ยังเป็นคลื่นไม่เปลี่ยน
> >> > – คลื่นทะเลให้ปรัชญาแก่เธอว่า ไม่ว่าน้ำทะเลจะขึ้นจะลงอย่างไร
> >คลื่นก็ยังขยัน! ซัดกระทบฝั่ง

> >> > – ผมบอกว่าถ้าไม่มี “ความว่าง” แล้ว “ความมี” ก็ไร้ ความหมาย
> >เพราะความมีต้องวางลงบนความว่าง
> >> > – เธอบอกว่าถ้าไม่มี “ความมี” แล้ว “ความว่าง” จะมีประโยชน์อะไร
> >มันคงไร้ความหมายเพราะมีความมี ความว่างจึงก่อเกิดการเปรียบเทียบ

> >> > – คนอื่นบอกว่า ผู้หญิงรักผู้ชายจาก 0-100 แต่ผู้ชายรักผู้หญิงจาก 100-0
> >ผมแย้งว่าผู้หญิงรักผู้ชายแค่ 0-1 เหมือนไบนารี่
> >ทำดีมากมายขนาดไหนก็เป็นเพียงแค่ 1 หากผิดพลั้งไป จะเหลือเพียง 0
> >> > – เธอแย้งว่าผู้หญิงรักผู้ชายไม่ใช่ 0-1 และไม่ใช่ 0-100 แต่เป็นจาก
> >100-200
> >> > หญิงรักชายได้ 100 และจะมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามที่เธอปรารถนา

> >> > – ผมมองคนที่ความคิด
> >> > – เธอแย้งว่าความคิดไม่ใช่นิสัย

> >> > ผมเหมือนกับแก้วใส ๆ จะเห็นคุณค่าตัวเองก็ต่อเมื่อมีเธอเป็นน้ำมาเติมเต็ม
> >> > เธอเหมือนกับน้ำใส ๆ เธอจะอยู่ได้อย่างไรหากไม่มีภาชนะมารองรับ

> >> > ผมและเธอเหมือนดั่งเส้นขนาน ที่ไม่มีวันจะมาบรรจบกัน
> >> > ผมและเธอเหมือนดั่งเส้นขนาน ถึงแม้จะไม่มีวันบรรจบกัน

> >> > แต่เราก็จะตีคู่ไปด้วยกันเสมอ เพราะเธอชอบกินไข่แดง
> >> > แต่ผมชอบกินไข่ขาว
> >> > เราจึงอยู่ด้วยกันได้ ในไข่ใบสีน้ำเงินแห่งนี้

> >> > ความรัก กับ ความผูกพันธ์

> >> > เน! ื้อความ ความรัก..กับ ความผูกพัน
> >> > หน้าตาคล้ายกัน .. เหมือนซ้าย-ขวา
> >> > แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ …
> >> > รู้สึกว่า .. คิดถึง .. แล้วมาหา คือ …. รัก
> >> > รู้สึกว่า .. เคยมาหา .. เลยมาหา คือ .. ผูกพัน
> >> > รู้สึกว่า .. หิว … แต่อยากรอ คือ .. รัก
> >> > รู้สึกว่า .. อิ่มแล้ว .. อยากเอามาฝาก คือ .. ผูกพัน
> >> > รู้สึกว่า .. อยากให้เวลากันและกัน คือ ….. รัก
> >> > รู้สึกว่า .. อยากใช้เวล! าด้วยกัน คือ .. ผูกพัน
> >> > รู้สึกว่า .. หงุดหงิดคือทำให้อีกคนไม่สบายใจ คือ .. รัก
> >> > รู้สึกว่า .. โกรธคือทำให้อีกคนสำนึกบ้าง คือ .. ผูกพัน
> >> > รู้สึกว่า …. ไม่มีนาทีไหนไม่คิดถึง คือ .. รัก
> >> > รู้สึกว่า .. นาทีไหนที่ว่างจะคิดถึง คือ …. ผูกพัน
> >> > ขอบคุณเหลือเกิน …. ความผูกพัน .. ที่ทำให้รัก
> >> > ขอบคุณเหลือเกิน .. รักที่เป็นมากกว่า .. ความผูกพัน
> >> > ———————————————————–

> >> > … เคยไหมรักใครคนหนึ่ง ด้วยยความรู้สึกว่า ….
> >> > เคยผูกพันเหมือนเคยรักกัน แล้วพลัดพราก
> >> > ต้องมาตามหากันเป็นแรมปี
> >> > ถ้าเคยรู้สึกอย่างนี้
> >> > ยามที่มอ! งแววตาใครคนนั้น
> >> > แล้วรู้สึกอยากอยู่ข้าง ๆ
> >> > เพื่อคอยกางแขนปกป้องแ ละดูแลไปตลอดชีวิต
> >> > ความรู้สึกนั้น .. > เรียกว่า รักและผูกพัน
> >> > ความรู้สึกที่ .. มิอาจพรากจากกัน ได้อีก
> >> > แม้เพียงหนึ่งเสี้ยววินาที

ถ้าเราจะรักกัน

Aside



Subject: ถ้าเราจะรักกัน

  Flower_WeLoveเมื่อเรารักกัน…ไม่ต้องคิดว่าจะโง่หรือจะฉลาด
ไม่ต้องคิดว่า…ถ้าเชื่อเค้าแล้วเราจะโง่ในสายตาใคร ๆ
ไม่ต้องคิดว่า…ถ้าเปิดหูตารับฟังปากชาวบ้านเป็นการฉลาด
ไม่ต้องคิดว่า…ถ้าเชื่อว่าเค้ารักเราคนเดียวเป็นเรื่องโง่
ไม่ต้องคิดว่า…ถ้ารู้ว่าเค้าทำอะไรเพื่ออะไรเป็นเรื่องฉลาด
ไม่ต้องคิดว่า…ถ้าให้โอกาสเค้าเรื่อย ๆ เป็นเรื่องโง่
ไม่ต้องคิดว่า…ถ้าตั้งกฎเกณฑ์แล้วจะฉลาด

เมื่อคนเรารักกัน…เราไม่ได้เล่นเกม
ไม่ใช่…เล่นหมากรุกที่ต้องมองเชิงกันก่อน
ไม่ใช่…เล่นวิ่งไล่จับคนหนึ่งหนีคนหนึ่งวิ่งตาม
ไม่ใช่…เล่นซ่อนหาต้องตามจิกตามหาตลอดเวลา
ไม่ใช่…เล่นโยนเหรียญสุ่มเอาว่าจะหัวหรือก้อย

เมื่อเรารักกัน…เราไม่ได้ทดลอง action = reaction
เวลาเราให้เค้าไป…ไม่จำเป็นว่าต้องได้รับกลับ
เวลาเค้าโมโหใส่…ไม่จำเป็นต้องโมโหกลับ
เวลาเค้าทำไม่ดีกับเรา…ไม่จำเป็นต้องทำบ้าง
เวลาเค้าไม่ทำดีให้…ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ควรทำให้เค้า

เมื่อเรารักกัน…เราไม่ได้ทดสอบทฤษฎี Demand & Supply
ไม่เสมอไป…ที่ต้องการความรักมาก ๆ แล้วเค้าจะมีให้เราน้อย
ไม่เสมอไป…ที่ให้ความรักเค้ามาก ๆ แล้วราคาความรักจะต่ำ
ไม่เสมอไป…ที่จะมีจุดที่ความต้องการเท่ากับความรักที่ให้

เมื่อเรารักกัน….
ไม่จำเป็น…ต้องหาเหตุผลให้กับเหตุการณ์ทุกอย่าง
ไม่จำเป็น…ต้องกลัวในสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น
ไม่จำเป็น…ที่ต้องบอกเค้าว่า “
เค้าคงไม่เห็นคุณค่าของสิ่งของที่เค้ามีถ้าเค้ายังไม่เสียมันไป”

รักกันไม่จำเป็นต้องขู่กันเรื่องความสำคัญ
รู้อยู่ในใจก็พอ…ว่าเรารักกัน

จำไว้ให้แน่นใจ…กับเรื่องดี ๆ ที่เค้าพูด
จำไว้ให้อบอุ่นใจ…กับสิ่งดี ๆที่เค้าทำให้เรา

ค้นมันออกมาเวลาเหงาใจ
ค้นมันออกมาเวลาไม่มั่นใจ
ค้นมันออกมาเวลาเสียใจ

เพราะว่าเวลาใจเราอ่อนแอ
สิ่งดี ๆ ของเราสองคนมักจะหายไป
อย่าปล่อยให้มันหายไป….เพราะ
คนที่เค้าเคยทำให้เราอาจจะเสียใจ
ที่เราหลงลืมเรื่องดี ๆ เหล่านั้นแล้ว
Keep asking all the time

…เมื่อเรารักกัน….ไม่มีนิยามของแต่ละคู่….

ถั่วในมือลิง

Aside


Subject: ถั่วในมือลิง เรื่องดีๆ ที่อยากให้อ่านจริงๆ

พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า..จิตของคนเรานั้น เหมือนกับลิง
เราจึงเรียนรู้เรื่องของจิตใจของเราได้มากมายจากพฤติกรรมของลิง
ลิงนั้นเกลียดกะปิ ถ้ากะปิถูกมือมันเมื่อใด
มันจะถูนิ้วกับพื้นจนเลือดไหลเต็มมือจนกว่ากลิ่นกะปิจะหายในที่สุด
จนกลายเป็นว่า “กะปิ” ถึงจะร้าย ก็ไม่ร้ายเท่า “ความเกลียดกะปิ”
ที่มือลิงเป็นแผลเหวอะหวะ ไม่ใช่เพราะกะปิ
หากเป็นเพราะความจงเกลียดจงชังกะปิต่างหาก
สิ่งที่เราเกลียด นั้น
บ่อยครั้งไม่น่ากลัวเท่ากับความเกลียดชังในจิตใจเรา
ความเกลียดชัง หรือพูดให้ถูกก็คือความรู้สึกอยากผลักไส
ซึ่งรวมทั้งความโกรธและความกลัว

แต่นั่นเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของความจริงเท่านั้น
นอกจากความอยากผลักไสแล้ว
ความยึดติด เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เราต้องระวังไม่แพ้กัน

กลับมาที่ลิงจอมซนอีกที
ในอินเดีย ลิงเป็นไม้เบื่อไม้เมากับชาวบ้าน
เพราะชอบขโมยผลไม้ในสวน ชาวบ้านจึงคิดวิธีจับลิง
โดยใช้กล่องไม้ซึ่งมีฝาด้านหนึ่งเจาะรูเล็กๆ พอให้ลิงสอดมือเข้าไปได้
ในกล่องมีถั่วซึ่งเป็นของโปรดของลิงวางไว้เป็นเหยื่อล่อ

วันดีคืนดี ลิงมาที่สวน
เห็นถั่วอยู่ในกล่อง ก็เอามือล้วงเข้าไปหยิบถั่ว
แต่พอถอนมือออกมาก็ติดฝากล่อง
เพราะกำมือของลิงนั้นใหญ่กว่าฝากล่องที่เจาะไว้
ลิงพยายามดึงมือเท่าไรก็ไม่ออก

พอชาวบ้านมาจับ ก็ปีนหนีขึ้นต้นไม้ไม่ได้
เพราะมีมือเปล่าอยู่ข้างเดียว
สุดท้ายก็ถูกคนจับได้

ลิงหาได้เฉลียวใจไม่ว่า เพียงแค่มันคลายมือออกเท่านั้น
มันก็เอาตัวรอดได้
แต่เพราะยึดถั่วไว้แน่น ไม่ยอมปล่อย จึงต้องเอาชีวิตเข้าแลก
มีหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตที่เราใฝ่ฝันอยากได้
จนถึงกับยึดไว้อย่างเหนียวแน่น

เวลาประสบปัญหา
เพียงแค่คลายสิ่งที่ติดยึดนั้นเสียบ้าง ปัญหาก็คลี่คลาย
แต่เป็นเพราะเราไม่ยอมปล่อย
จึงเกิดผลเสียตามมาอย่างมากมาย..ไม่คุ้มกับสิ่งที่ติดยึด

ปัญหาทั้งหลายในชีวิตนั้น
ถ้าเรารู้จักปล่อยวางเสียบ้าง
มันก็จะบรรเทาไปได้เยอะ
บ่อยครั้งการปล่อยวางไม่เพียงแต่เป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหาเท่านั้น
หากแต่เป็นทางออกจากปัญหาเลยทีเดียว

ความจริงการอยากผลักไสอะไรสักอย่าง ก็เป็นการติดยึดอีกแบบหนึ่ง
ทั้งๆ ที่ลิงพยายามถูกำจัดกลิ่นกะปิไปจากมือ
ก็อดไม่ได้ที่จะดึงมือมาดมหากลิ่นกะปิซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ในหลายๆกรณี ความทุกข์ไม่ได้มาจากไหน
หากมาจากการยึดติดไม่ยอมปล่อย

ดั่งเจ้าลิงหวงถั่ว.

ปรัชญาชาวจีน…มนตรานำโชค

Aside



Subject: ปรัชญาที่ชาวจีนถือว่าเป็นมนตรานำโชคมาสู่ชีวิต

> > > > ปรัชญาที่ชาวจีนถือว่าเป็นมนตรานำโชคมาสู่ชีวิต

> > 1. จงให้มากกว่าที่ผู้รับต้องการ และทำอย่างหน้าชื่นตาบาน

> > 2.จงพูดกับคนที่ถึงแม้จะอายุน้อยกว่าแต่เขาก็มีความสำคัญเท่ากัน

> > 3. จงอย่าเชื่อทุกอย่างที่ได้ยิน ใช้ทั้งหมดที่มี และนอนเท่าที่อยากจะนอน

> > 4. เมื่อกล่าวคำว่า “ฉันรักเธอ” จงหมายความตามนั้นจริง ๆ

> > 5. เมื่อกล่าวคำว่า “ขอโทษ” จงสบตาเขาด้วย

> > 6. ก่อนจะตัดสินใจแต่งงาน จงหมั้นเสียก่อนอย่างน้อย 6 เดือน

> > 7. จงเชื่อในรักแรกพบ

> > 8. อย่าหัวเราะเยาะความฝันของผู้อื่น คนที่ไม่มีฝันก็เหมือนไม่มีอะไร

> > 9. เมื่อรักจงรักให้ลึกซึ้ง และ ร้อนแรง
>อาจจะต้องเจ็บปวดแต่นั่นคือหนทางเดียวที่ทำให้ชีวิตถูกเติมเต็ม

> > 10. ในเหตุการณ์ขัดแย้ง โต้อย่างยุติธรรม ไม่มีการตะโกนใส่กัน

> > 11. อย่าตัดสินคนคนเพียงเพราะญาติๆ ของเขา

> > 12. จงพูดให้ช้าแต่ต้องคิดให้เร็วๆ

> > 13. ถ้าถูกถามด้วยคำถามที่ไม่อยากตอบ จงยิ้มแล้วถามกลับว่าจะรู้ไปทำไม

> > 14. จงจำไว้ว่า สองสิ่งที่ยิ่งใหญ่ คือความรัก >และความสำเร็จล้วนต้องมีการเสี่ยง

> > 15. พูดว่า ขอพระคุ้มครอง เมื่อได้ยินใครจาม

> > 16. เมื่อพ่ายแพ้ จงอย่าสูญเสียบทเรียนไปด้วย

> > 17. จงจำ 3 R :- นับถือผู้อื่น นับถือตนเอง รับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองทำ

> > 18. จงอย่าให้ความขัดแย้งเล็กๆ น้อยๆ มาทำลายมิตรภาพที่ยิ่งใหญ่

> > 19. ทันทีที่รู้ตัวว่าทำผิด ลงมือแก้ไขทันที

> > 20. จงยิ้มเวลารับโทรศัพท์ ผู้ฟังจะเห็นได้จากน้ำเสียงของเรา

> > 21.จงหาโอกาสอยู่กับตัวเองบ้าง

> > ส่งต่อข้อความนี้ไป 4 คน ชีวิตของคุณจะดีขึ้น

5-9 คน ชีวิตคุณจะดีอย่างใจปราถนา
9-14 คน คุณจะได้รับความประหลาดใจภายใน 3 สัปดาห์
15 คนขึ้นไป ชีวิตของคุณจะเปลี่ยนไปทันทีและสิ่งที่คุณใฝ่ฝันจะก่อรูปก่อร่าง

เปรียบเทียบ NGV กับ LPG

Aside

ความแตกต่างระหว่างก๊าซธรรมชาติ (Natural Gas Vehicles: NGV)
และก๊าซปิโตรเลียมเหลว (Liquefied Petroleum Gas: LPG)

ก๊าซธรรมชาติ (NGV) เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนซึ่งมีองค์ประกอบของก๊าซมีเทน (Methane) เป็น ส่วนใหญ่ จึงเป็นก๊าซที่มีน้ำหนักเบากว่าอากาศ การขนส่งไปยังผู้ใช้จะขนส่งผ่านทางท่อในรูปก๊าซภายใต้ ความดันสูง จึงไม่เหมาะสำหรับการขนส่งไกลๆ หรืออาจบรรจุใส่ถังในรูปก๊าซธรรมชาติอัดโดยใช้ความดันสูง หรือที่เรียกว่า CNG แต่ปัจจุบันมีการส่งก๊าซธรรมชาติในรูปของเหลวโดยทำก๊าซให้เย็นลงถึง –160 องศา เซลเซียส จะได้ของเหลวที่เรียกว่า Liquefied Natural Gas หรือ LNG ซึ่งสามารถขนส่งทางเรือไปที่ไกลๆ ได้ และเมื่อถึงปลายทางก่อนนำมาใช้ก็จะทำให้ของเหลวเปลี่ยนสถานะกลับเป็นก๊าซ อย่างเดิม ก๊าซธรรมชาติมีค่า ออกเทนสูงถึง 120 RON จึงสามารถนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในยานยนต์ได้
ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอน ซึ่งมีองค์ประกอบของก๊าซโพรเพน (Propane) เป็นส่วนใหญ่ จึงเป็นก๊าซที่หนักกว่าอากาศ โดยตัว LPG เองไม่มีสี ไม่มีกลิ่นเช่นเดียวกับก๊าซธรรมชาติ แต่เนื่องจากเป็นก๊าซที่หนักกว่าอากาศจึงมีการสะสมและลุกไหม้ได้ง่าย ดังนั้น จึงมีข้อกำหนดให้เติมสารมีกลิ่น เพื่อเป็นการเตือนภัยหากเกิดการรั่วไหล LPG ส่วนใหญ่จะใช้เป็นเชื้อเพลิงในครัวเรือนและกิจการอุตสาหกรรม โดยบรรจุเป็นของเหลวใส่ถังที่ทนความดันเพื่อให้ขนถ่ายง่าย นอกจากนี้ ยังนิยมใช้แทนน้ำมันเบนซินในรถยนต์ เนื่องจากราคาถูกกว่า และมีค่าออกเทนสูงถึง 105 RON

ตารางเปรียบเทียบคุณสมบัติของ NGV กับ LPG
 

 คุณสมบัติ  NGV LPG
 สถานะปกติ  ก๊าซ (เบากว่าอากาศ)  ก๊าซ (หนักกว่าอากาศ)
 จุดเดือด (องศาเซลเซียส)  -162  -50 – 0
 อุุณหภูมิจุดระเบิดในอากาศ (องศาเซลเซียส)  540  400
 ช่วงติดไฟในอากาศ (ร้อยละโดยปริมาตร)  ค่าสูง  15  15
 ค่าต่ำ  5  1.5
 ค่าออกเทน 1/  RON2/  120  105
 MON3/  120  97

หมายเหตุ
1. ค่าออกเทน (Octane number) หมายถึง หน่วยการวัดความสามารถ ในการต้านทานการน็อคของเครื่องยนต์
2. RON (Research Octane Number) เป็นค่าออกเทนที่มีประสิทธิภาพต่อต้านการน็อคในเครื่องยนต์หลายสูบ ที่ทำงานอยู่ในรอบของช่วงหมุนต่ำ โดยใช้เครื่องยนต์ทดสอบมาตรฐานภายใต้สภาวะมาตรฐาน 600 รอบ ต่อนาที
3. MON (Motor Octane Number) เป็นค่าออกเทนที่มีประสิทธิภาพต่อต้านการน็อคในเครื่องยนต์หลายสูบ ในขณะทำงานที่รอบสูง โดยใช้เครื่องยนต์ทดสอบมาตรฐานภายใต้สภาวะมาตรฐาน 900 รอบต่อนาที
ที่มา ปตท.

โดย เว็บมาสเตอร์ (Saturday, July 26, 2008)